แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งบการเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งบการเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Entity Accounting Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 8

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

บทนี้ว่าด้วยเรื่องของไอ้คำว่าบริษัทที่เราๆงัดแงะแกะงบกันมาจนถึงตอนนี้เนี่ย ขอบเขตของมันอยู่แค่ไหนบ้าง เอาแค่บริษัทเดี่ยวๆหรือรวมบริษัทย่อย บริษัทร่วมเข้ามาด้วย แล้วอันไหนถือเป็นบริษัทย่อย อันไหนถือเป็นบริษัทร่วม แล้วถ้ารวมจะรวมอย่างไร
เริ่มจากเรื่องบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมก่อน ปกติจะถือตามเกณฑ์ว่า ถ้าเราถือหุ้นของบริษัทนึงเกิน 50% เราก็จะมีอำนาจควบคุมบริษัทนั้นเด็ดขาด(ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ได้) ก็ให้ถือว่าเป็นบริษัทนั้นเป็นบริษัทย่อยของเรา แต่ถ้าถือหุ้นของบริษัทนั้นระหว่าง 20-50% เราอาจจะไม่ได้มีอำนาจควบคุมเด็ดขาด แต่อาจจะใช้อำนาจมืดจูงจมูกได้บ้าง อันนี้ก็ให้ถือว่าเป็นบริษัทร่วม แต่ถ้ามีหุ้นต่ำกว่า20%อีกก็ไม่ต้องมาพูดกัน
ทีนี้ปัญหามันก็มีอยู่ว่า(แน่ล่ะ ถ้าไม่มีประเด็นปัญหาอะไรก็ไม่มีบทนี้สิ)
(1)     ถ้าเรามีหุ้นต่ำกว่า50%หรือ20% แต่แอบมีอำนาจควบคุมเด็ดขาดหรือชี้นำได้ล่ะ (เช่นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนั้นจริงๆแล้วเป็นคนใช้ของเราเอง เป็นต้น)
ปกติแล้วถ้าเรามีอำนาจเด็ดขาดเหนือบริษัทนึง(เช่น ถือหุ้นเค้ามากกว่า50% แต่ก็ให้ยึดตามความเป็นจริงว่าบางครั้งเราอาจจะถือหุ้นต่ำกว่า50%แต่มีอำนาจควบคุมเด็ดขาดก็ได้) เกณฑ์บัญชีให้รวมงบการเงินของบริษัทนั้นเข้ามาเลย โดยอาจจะใช้วิธี pooling-of-interest หรือ purchase method ก็ได้
แต่ถ้าเราไม่ถึงกับมีอำนาจเด็ดขาดขนาดสั่งซ้ายหันขวาหันแต่ก็พอจะสามารถชักใยอยู่เบื้องหลังได้ (เกณฑ์บัญชีว่าถือหุ้นเค้า20-50% แต่ก็ให้ยึดตามความเป็นจริงนะว่าอาจจะถือหุ้นต่ำกว่า20%แต่ชี้นำได้ก็โอเค) อันนี้ให้ใช้วิธี equity method คือให้แสดงแค่ส่วนแบ่งกำไรในบริษัทนั้นเข้ามาในงบกำไรขาดทุน(ที่มักจะเขียนว่าส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมละมั้ง) ส่วนในงบดุลก็แสดงแค่ราคาทุนที่ซื้อหุ้นบริษัทนั้นมาบวกกับส่วนแบ่งกำไรสะสมที่ได้ตั้งแต่ซื้อหุ้นบริษัทนั้นมา
(2)     บางครั้งมันก็ยากที่จะตัดสินใจได้ว่าใครควบคุมใครกันแน่ (เช่นกรณีที่ลงทุนกันครึ่งๆ เป็นต้น)
ในกรณีที่ร่วมทุนกันครึ่งๆคงยากที่จะฟันธงได้ว่าใครซื้อใครกันแน่ อันนี้ก็ใช้วิธีง่ายๆแบบ pooling-of-interest  คือบวกตัวเลขในงบการเงินแต่ละตัวกันซื่อๆเลย ง่ายดี แต่ถ้าพอรู้ว่าใครซื้อใครเข้ามา เค้าว่าให้ใช้ purchase accounting คือรวม equity ของบริษัทที่เราไปซื้อเค้ามาเนี่ยในราคาตลาด แล้วส่วนต่างที่เราจ่ายแพงกว่าราคาตลาด(เพราะอยากได้มาก) ก็ให้แสดงเป็นค่าความนิยมในงบการเงินซะ ซึ่งค่าความนิยมนี่ก็จะถูกตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายไปตลอดช่วงระยะเวลากี่ปีก็ว่ากันไป หรืออาจจะถูกwrite-offก็ได้ถ้าพิจารณาแล้วว่ามันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้มากมายเหมือนที่คิดไว้ตอนตัดสินใจซื้อ
อืม เหมือนว่าเกณฑ์บัญชีกำหนดไว้ละเอียดเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ควรจะใช้วิธี pooling-of-interest คร่าวๆก็ประมาณว่าเมื่อสองบริษัทนั้นดำเนินงานเป็นเอกเทศต่อกันมาไม่ต่ำกว่าสองปีก่อนจะมารวมกัน และซื้อขายโดยการแลกหุ้นกัน หลังจากรวมกันแล้วสิทธิ์การโหวตและการรับเงินปันผลไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีการขายสินทรัพย์หลักๆภายในสองปีหลังจากรวมกันแล้ว ประมาณนี้แหละ
(3)     บางครั้งบริษัทสองบริษัทมันร่วมทุนกันแบบอีนุงตุงนังมากจนไม่รู้ว่าใครควบคุมใคร
เช่นกรณีของ joint venture เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างในหนังสือยกเคสของบริษัท Dura กับ Spiros II มาให้ดู แต่อ่านแล้วงงมากเลยไม่ขอลงรายละเอียด (T T) แต่โดยสรุปคือให้ดูอำนาจควบคุมกันเองละกันนะว่าใครน่าจะสามารถควบคุมใครได้ - -;
อีกกรณีนึงคือเรื่องของฟรานไชส์ นึกง่ายๆก็ร้านเซเว่นที่ขายฟรานไชส์การเปิดสาขาให้เถ้าแก่หน้าปากซอย โดยเซเว่นจะสอนทุกสิ่งอย่างให้ ให้ใช้เครื่องหมายการค้าของเซเว่นได้ ส่งสินค้าให้ด้วย แต่เถ้าแก่ต้องจ่ายค่าแรกเข้า จ่ายส่วนแบ่งรายได้ และต้องปฏิบัติตามกฏข้อบังคับของเซเว่นอย่างเคร่งครัดด้วยนะ (ประมาณนี้มั้ง ไม่เคยทำจริง โปรดอย่าถามในรายละเอียด) ทีนี้ประเด็นทางบัญชีคือ แล้วเซเว่นใหญ่มีอำนาจควบคุมเหนือเซเว่นหน้าปากซอยหรือเปล่า ถ้ามีก็ต้องรวมงบนะ(ซวยละ) อืม แต่ข้อสรุปตอนนี้เหมือนว่ายังไม่ต้องรวมงบ แต่ให้มองว่าค่าแรกเข้าเป็นรายได้ซึ่งจะนับเป็นรายได้ก็ต่อเมื่อเซเว่นหน้าปากซอยเปิดให้บริการแล้วอย่างสมบูรณ์ ประมาณนี้แล (จริงไม่จริงต้องลองไปแกะงบCPALLดู น่าจะมีเขียนไว้ละเอียด)
(4)     กรณีที่บริษัทมีหลาย business unit (ขอเรียกสั้นๆว่าBUนะ)
อย่างพวกปูนซีเมนต์ไทยที่มีBUขายปูน ขายกระดาษและปิโตรเคมี(หรือเปล่านะ) หรือไมเนอร์ที่มีทั้งโรงแรมกับร้านอาหาร ในกรณีนี้ บริษัทอาจจะใจดี แสดงผลประกอบการแยกตามBUให้ด้วย นักลงทุนเม่าๆอย่างเราๆก็อาจจะอยากรู้ว่า เอ๊ segment ขายเครื่องเขียนของบริษัทAกับบริษัทBนี่ ใครเจ๋งกว่ากันนะ แต่ว่าการจะเปรียบเทียบระหว่างBUในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่คนละบริษัทนี่ก็ทำได้ยากอยู่ เพราะ
-         วิธีการแบ่งsegmentอาจจะไม่เหมือนกันเลย
-         บริษัทอาจจะยอมให้segmentนึงได้เปรียบกว่าอีกsegmentนึงเพื่อไม่ให้มันขาดทุนมากจนน่าเกลียด
-         บริษัทอาจจะมีsegmentที่ให้บริการทางการเงินเช่นพวกปล่อยกู้หรือประกันซึ่งมีkey ratioแตกต่างจากsegmentอื่นๆที่ขายของหรือผลิต  ดังนั้น การconsoงบของfinancial segmentพวกนี้เข้ามาในงบของบริษัทแม่จะทำให้ภาพรวมของบริษัทแม่บิดเบือนไปได้
-         มันอาจจะมีรายการระหว่างBUในบริษัทเดียวกันซึ่งทำให้BUนึงซึ่งอาจจะกดราคาต้นทุนจากฝ่ายการผลิตของบริษัทA ทำให้BUของบริษัทAได้เปรียบกว่าBUของอีกบริษัทนึงที่ไปซื้อของจากข้างนอกมาขาย นี่ก็เป็นไปได้

จบแล้วสำหรับส่วนของ Accounting Analysis ที่แสนจะน่าเบื่อ ต่อไปจะเป็น...แต่น แตน แต๊น... เรื่อง Financial Analysis แล้ว เย้ๆๆๆ

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Expense Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 7

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

บทนี้เป็นเรื่องของExpense Analysis ซึ่งเกี่ยวกับงบการเงินในส่วนของค่าใช้จ่าย ซึ่งเราจะบันทึกภายใต้เกณฑ์การmatchingและconservatism แจกแจงเป็น3กรณีย่อยๆคือ
(1) ถ้าเราสามารถmatchค่าใช้จ่ายกับรายได้ที่เกิดขึ้นในงวดนั้นได้ก็บันทึกซะในงวดเดียวกัน ตัวอย่างง่ายๆก็เช่นต้นทุนในการผลิตหรือซื้อสินค้ามาขายกับรายได้ของสินค้า
(2) ค่าใช้จ่ายซึ่งจับmatchกับรายได้ตรงๆไม่ได้ แต่เป็นค่าใช้จ่ายรวมๆที่เกิดขึ้นระหว่างงวด เช่นค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด ก็ให้บันทึกซะในงวดนั้นแล
(3) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ เช่นสินค้าคงคลังที่ล้าสมัยขายไม่ได้แล้ว หรือสินค้าพวกเนื้อหรือผักที่เน่าเสียต้องทิ้งไป พวกนี้ก็บันทึกซะในงวดที่มันเกิดขึ้น

ประเด็นที่จะเกิดขึ้นเมื่อรับรู้ค่าใช้จ่ายก็ได้แก่
(1)     ถ้าเราซื้อสินทรัพย์เข้ามาแล้วมันใช้ประโยชน์ได้ข้ามปีข้ามชาติ จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการซื้อสินทรัพย์นั้นยังไง
อันนี้เกณฑ์บัญชีบอกว่า ถ้ามั่นใจว่าสินทรัพย์นั้นมีอายุการใช้งานที่แน่นอน ก็เอาค่าใช้จ่ายในการได้สินทรัพย์นั้นมากระจายตามจำนวนปีแล้วตัดจ่ายเอาซะ(เป็นค่าเสื่อมราคา/ค่าตัดจำหน่ายก็ว่าไป) แต่ถ้าไม่ชัวร์ก็ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนไปซะทีเดียวเลย ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทีนี้มันก็ต้องตั้งสมมุติฐานในหลายๆเรื่องเช่น อายุการใช้งานจะกี่ปีดีล่ะ แล้วหลังจากหมดอายุการใช้งานแล้ว จะมีมูลค่าซากเท่าไหร่ดีล่ะ(ประมาณว่าหมดอายุการใช้งานแล้วยังเอาไปชั่งกิโลขายต่อได้) แล้วจะตัดจ่ายยังไงดีล่ะ (จำนวนเงินเท่าๆกันทุกปี หรือจะคิดเป็น%ต่อมูลค่าที่เหลืออยู่ หรืออื่นๆ) ซึ่งอายุการใช้งานที่ประมาณการก็ควรจะสอดคล้องกับกลยุทธของบริษัทด้วยนะ ตัวอย่างในหนังสือเช่นสายการบินเดลต้าที่ตั้งอายุการใช้งานเครื่องบินไว้ 25 ปี ในขณะที่สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ตั้งไว้แค่ 10 ปีก็เพราะสายการบินสิงคโปร์มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ป๋ากว่า ยอมจ่ายได้ เลยใช้เครื่องบินใหม่กว่า แต่สายการบินเดลต้ามีกลุ่มลูกค้าเป็นคนที่เค็มกว่า ยอมจ่ายถูก ห่วยหน่อยก็ได้ เลยใช้เครื่องบินเก่าๆได้ อะไรประมาณนี้
ยังมีเรื่องของค่าความนิยมอันเกิดจากเราไปซื้อบริษัทอื่นมาในราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่ประเมินได้ (คือยอมจ่ายแพงเพราะเรารวยเชื่อมั่นว่ามันจะเป็นประโยชน์กับบริษัทในระยะยาว อันนี้เกณฑ์การบัญชีจะแตกต่างกันไปเพราะความชัดเจนเรื่องประโยชน์ในระยะยาวมันคลุมเครือกว่าพวกโรงงานหรือเครื่องจักร บางที่ก็ให้ตัดจ่ายทั้งก้อน บางที่ก็ให้ตัดจำหน่ายข้ามปีข้ามชาติได้ บางที่ก็ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ไปเลยแล้วค่อยตัดเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดด้อยค่า ในความเป็นจริงแล้วการซื้อบริษัทอื่นเข้ามาแล้วจะเกิดประโยชน์หรือไม่ มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับว่าบริษัทผู้ซื้อประเมินมูลค่าได้แม่นแค่ไหน ต่อรองเก่งแค่ไหน ซื้อเค้ามาแล้วรวมกันได้เนียนมั้ย(หรือแทนที่จะทำงานด้วยกันดีๆกลับมาทะเลาะตบตีกันให้วุ่นวายมั้ย) และใช้ประโยชน์เค้าได้คุ้มค่าหรือไปทำลายมูลค่าของเค้าหรือเปล่า(เช่นไปยุ่มย่ามก้าวก่ายจนวัฒนธรรมองค์กรหรือวิธีการทำงานดีๆที่เราอยากได้นั้นพังพินาศไปหมดสิ้น) เรื่องเหล่านี้มันก็ดูยากอยู่ แต่จากการวิจัยแล้ว ส่วนใหญ่จะทำหน้าใหญ่ใจโต จ่ายแพงเกินจริงทั้งนั้น
อีกกรณีนึงคือพวกค่าใช้จ่ายในการทำR&D ซึ่งจริงๆแล้วถึงแม้ประโยชน์มันจะไม่แน่นอน(งานวิจัยบางอันอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆหรืออาจจะขายไม่ได้) แต่ถ้าวิจัยแล้วโดน เกิดขายได้ขึ้นมาก็เป็นประโยชน์ต่อบริษัทในระยะยาวเหมือนกัน อันนี้เกณฑ์บัญชีส่วนใหญ่จะบังคับให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายเลย แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่นถ้าเป็นงานวิจัยที่ซื้อเค้ามาให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ก่อนแล้วค่อยตัดจ่ายได้(คงคิดว่ามันใช้งานได้แน่ๆละมั้ง) หรือถ้าเป็นงานพัฒนาซอฟต์แวร์ก็อนุญาตให้บันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วตัดจำหน่ายได้ อะไรทำนองนี้
เรื่องค่าใช้จ่ายในการโฆษณาก็ตกชะตากรรมเดียวกับR&D คือถึงแม้จะเกิดประโยชน์(เป็นการสร้างแบรนด์)ให้บริษัทในระยะยาว แต่เนื่องจากประโยชน์นั้นวัดเป็นตัวเงินไม่ได้แน่ชัด ส่วนใหญ่ก็เลยโดนบังคับให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายไปทั้งก้อนเช่นกัน
(2)     ค่าใช้จ่ายบางอย่างไม่สามารถระบุเวลาและตัวเงินแน่นอนได้ ขึ้นกับหลายๆปัจจัย เช่นพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงาน จะบันทึกยังไง
ส่วนใหญ่ก็ประมาณการเอาแล้วก็ตัดจำหน่ายอ่ะนะ ซึ่งแม้ว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนบ้าง(แน่ล่ะนะ ไม่ใช่หมอดูอีทีนิ) แต่ก็ถือว่าดีกว่าไม่บันทึกอะไรเลยแล้วมาเซอร์ไพรส์กันตอนหลังล่ะนะ

(3)     ค่าใช้จ่ายบางอย่างประเมินมูลค่าได้ยาก จะบันทึกยังไง
เช่นต้นทุนของสินค้า(ที่นึกว่าจะง่าย)ก็มีประเด็นอีก เช่นถ้าซื้อเข้ามาหลายๆล็อตด้วยราคาต่างกัน เวลาขายจะใช้ราคาไหนเป็นต้นทุน เพราะมันจะมีผลกับตัวเลขกำไรโดยตรง หรือถ้าผลิตสินค้าเอง ล็อตที่ผลิตเยอะก็จะมีต้นทุนต่ำกว่าล็อตที่ผลิตน้อย ในกรณีที่เรารู้ต้นทุนของสินค้าแน่ชัด เพราะสินค้าเช่นพวกรถยนต์มีรหัสที่ทำให้สามารถระบุได้ว่าซื้อเข้ามาเมื่อไหร่หรือผลิตล็อตไหน อันนี้ก็ไม่มีประเด็น แต่ถ้าไม่สามารถระบุต้นทุนได้ชัดเจน ก็ให้ตั้งสมมุติฐานไปเลยว่าจะคิดต้นทุนแบบFIFOคือคิดซะว่าเอาอันที่ซื้อ/ผลิตก่อนขายออกไปก่อน หรือจะแบบLIFOคือเอาคิดซะว่าเอาอันที่ซื้อ/ผลิตทีหลังขายออกไปก่อน (ป.ล.ว่าอันนี้เป็นแค่วิธีคิดในงบการเงินนะครับ ไม่ได้เกี่ยวว่าตอนทำงานจริงต้องไปหยิบของเก่าหรือของใหม่มาขาย ขืนทำงั้นจริงนี่วุ่นวายตายเลย) สองวิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เพราะปกติแล้วต้นทุนของสินค้าที่ผลิตทีหลังมักจะสูงกว่าด้วยผลของเงินเฟ้อ ดังนั้น ถ้าคิดแบบFIFOจะได้กำไรมากกว่า(เพราะต้นทุนสินค้าในอดีตมันต่ำ แต่ขายราคาปัจจุบัน บิดเบือนงบการเงินอีก) แต่มูลค่าสินค้าคงคลังจะใกล้เคียงความจริงกว่า แต่ถ้าคิดแบบLIFOก็กลับข้างกัน หรือจะตัดสินใจใช้ทางเลือกที่3คือหาต้นทุนเฉลี่ยของแต่ละงวดเลยก็ไม่มีใครว่า อันนี้ก็แล้วแต่จะกำหนด สำคัญคืออย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาละกัน
ป.ล.ขำๆ มีแบบที่สามด้วยเรียกว่าFISH ย่อมาจาก First In Still Here คือมันขายไม่ออก 555
stock optionก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในกรณีนี้ เนื่องจากมันเป็นการให้สิทธิ์ผู้บริหารซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าผู้บริหารทำงานดี บริษัทได้กำไรเยอะ ราคาหุ้นขึ้นสูงกว่าราคาoption ผู้บริหารก็ซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่าตลาด ก็จะได้กำไรส่วนต่างนั้นไป ก็ถือเป็นการให้รางวัลผู้บริหารตามความสามารถอ่ะนะ แต่ทีนี้ก็มีปัญหาว่าบริษัทจะมีต้นทุนหรือเปล่าในกรณีนี้(ก็ไม่ได้จ่ายเป็นเงินนี่นะ) แล้วถ้ามีจะบันทึกเมื่อไหร่และเท่าไหร่ดี คำตอบคือให้คิดต้นทุนส่วนต่างของราคาหุ้นในตลาด(หรือfair valueของหุ้นก็ได้ สุดแท้แต่จะหามายังไง)กับราคาซื้อของoption แล้วตัดจำหน่ายต้นทุนนั้นตลอดอายุของoptionครับ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
(4)     การด้อยค่าของสินทรัพย์ จะประเมินยังไง
ปกติการบันทึกสินทรัพย์จะยึดหลักconservatism คือถ้ามันด้อยค่าให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นห้ามบันทึกเป็นรายได้(อ้าว) ทีนี้เรารู้ได้ไงว่ามันด้อยค่าแล้วและเท่าไหร่ อันนี้ก็แล้วแต่ผู้บริหารจะเห็นสมควรเลยครับ แต่ก็มีบ่อยๆที่บริษัทขาดทุนครั้งใหญ่ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ประมาณการสินทรัพย์ให้มันด้อยค่าไปด้วยกันเลยละกัน (ขาดทุนซะให้คุ้ม) เผื่องวดหน้าพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ก็จะดูหวือหวาน่าซื้อดี
ข้างบนนั่นเป็นเรื่องของสินทรัพย์ในการดำเนินงานเช่นพวกเครื่องจักรไรงี้ ส่วนสินทรัพย์ทางการเงินก็มีด้อยค่าเหมือนกัน เช่นพวกหุ้นที่ถือเอาไว้นี่เห็นชัด ราคาหุ้นตกก็ด้อยค่าแล้ว หรือพวกพันธบัตรนั่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยขึ้นไป พันธบัตรที่เราถืออยู่ก็ด้อยค่า(เพราะมีพันธบัตรออกใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า) อันนี้จะบันทึกด้อยค่าหรือเปล่าก็ขึ้นกับเจตจำนงในการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ วิธีการบันทึกก็จะแตกต่างกันไป เช่นว่าถ้าถือแทนเงินสดและกะจะขายได้ทุกเมื่อก็ให้บันทึกทั้งrealizedและunrealized gain/loss ถ้าถือแบบเผื่อขาย(available for sale)ก็ให้บันทึกrealized gain/lossในงบกำไรขาดทุนและunrealized gain/lossในรายได้อื่นๆ หรือถ้าตั้งใจจะถือจนครบอายุ(hold to maturity)ก็ให้บันทึกเป็นราคาทุนและrealized gain/lossในงบกำไรขาดทุน (ว่าแต่ว่าเกณฑ์บัญชีเรื่องนี้มันเปลี่ยนหรือยังนะ ลองเช็คกันเอาเองแล้วบอกด้วยถ้ามีเปลี่ยน)
ก็เป็นอันจบเรื่องค่าใช้จ่ายแต่เพียงเท่านี้ สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า การประมาณการพวกนี้ก็เป็นจุดวัดใจเพราะบริษัทมีข้อมูลวงในที่สามารถประเมินให้ใกล้เคียงความจริงได้ แต่ก็มีแรงจูงใจหลายๆอย่างให้ทำตัวเลขหลอกกันได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายบางอย่างที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวให้บริษัทได้ แต่ถูกเกณฑ์ทางบัญชีบังคับให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน เช่นพวกค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย R&D หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด(สร้างแบรนด์ซึ่งจะช่วยให้ขายสินค้า/บริการได้ในระยะยาว แต่กี่ปีไม่รู้ล่ะ) พวกนี้ก็ทำให้งบการเงินสะท้อนภาพที่คลาดเคลื่อนของบริษัทได้ ดังนั้น พึงใช้ความระมัดระวังในการอ่านงบการเงิน (จริงๆก็สรุปแบบนี้ได้เหมือนกันทุกบทแหละ)

บทต่อไปเป็นส่วนสุดท้ายของ Accounting Analysis แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Entity Accounting Analysis หลังจากนี้เราจะไปส่วนที่หวือหวาน่าสนใจกว่าคือเรื่อง Financial Analysis และ Valuation เย้ๆๆๆ

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

Revenue Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 6

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

บทนี้เป็นเรื่องของ revenue analysis ซึ่งจะคุยในประเด็นเรื่องการรับรู้รายได้ ซึ่งมีเกณฑ์การรับรู้รายได้สองข้อ ถ้าพูดแบบบ้านๆก็คือ 1) ลูกค้ารับสินค้าไปแล้วนะ 2) ลูกค้าจะจ่ายเงินแน่ๆ แต่ทีนี้ก็มีหลายๆเคสที่ควรจะพิจารณาในรายละเอียดปลีกย่อยลงไป เช่น
(1)     ถ้าลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้าล่ะ จะรับรู้รายได้เลยได้มั้ย
กรณีนี้เช่นพวกนิตยสารที่ลูกค้าจ่ายค่าสมัครล่วงหน้า ประกันที่ลูกค้าจ่ายค่าประกันไปก่อนแล้วเกิดไรขึ้นค่อยมาเคลม หรือค่าประกันสินค้าที่เราจ่ายเพื่อเพิ่มระยะเวลาประกัน(เช่นจากหนึ่งปีเป็นสามปี เป็นต้น) อันนี้ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เกณฑ์ข้อสองเพราะเราได้ตังค์แล้ว แต่อยู่ทีเกณฑ์ข้อหนึ่งคือ ลูกค้ายังได้สินค้าไม่ครบ100%นะ จะรับรู้รายได้เต็มๆเลยก็กระไรอยู่ หรืออาจจะเกิดต้นทุนเพิ่มเติมในตอนหลังถ้าลูกค้าไม่พอใจในสินค้าหรือบริการของเรา (เช่นอาจจะต้องให้บริการเพิ่มหรือต้องจ่ายชดเชยให้ลูกค้าผู้มีพระคุณปานประหนึ่งพระเจ้า ไรงี้) เพราะอย่าลืมว่าเมื่อรับรู้รายได้ไปแล้ว ก็ต้องมีต้นทุนที่ match กับรายได้ที่รับรู้ไปแล้วด้วย
ทีนี้ ถ้าจะรับรู้รายได้เลยเมื่อได้รับเงินก็เร็วไปนิ้ด จะรับรู้รายได้หลังจากครบกำหนดเวลาแล้วก็ช้าไปหน่อย โดยส่วนใหญ่ก็เลยแบ่งการรับรู้รายได้ไปตามช่วงเวลา (เช่นรับรู้รายได้ค่าสมัครนิตยสารรายปีออกเป็น 12 เดือนเท่าๆกัน) ส่วนต้นทุนก็ประมาณการเอาตามความเหมาะสมละกัน (อาจจะดูจากตัวเลขในอดีตเป็นต้น)

(2)     ถ้าสินค้าหรือบริการมีอายุใช้งานได้นานหลายๆปีล่ะ จะรับรู้รายได้ยังไง
กรณีนี้เช่นพวกสัญญาก่อสร้างหรือตั๋วเครื่องบินแบบที่มีสะสมไมล์ ความเสี่ยงในกรณีนี้คือ (1) ลูกค้าไม่พอใจในบริการเลยโวยวายให้ทำงานเพิ่มหรือขอเงินชดเชย และ (2) ต้นทุนสูงกว่าที่ประเมินไว้ (เช่นต้นทุนวัสดุก่อสร้าง)
โดยทั่วๆไปถ้าเป็นงานก่อสร้างก็จะรับรู้รายได้ตามเปอร์เซ็นต์ของงานที่ทำเสร็จแล้ว โดยดูจากเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนที่ใช้ไปต่อประมาณการต้นทุนทั้งหมด(จะดีเหรอ)ถ้า(กูว่าละ)สามารถประมาณการต้นทุนทั้งหมดและเปอร์เซ็นต์ของงานที่ทำเสร็จได้อย่างใกล้เคียง แต่ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่รู้งานจะเสร็จเมื่อไหร่(เช่นงานก่อสร้างภาครัฐที่อาจมีการประท้วงโน่นนี่นั่น) ก็จงใช้วิธีรับรู้รายได้หลังจากงานทั้งก้อนเสร็จแล้ว(ซวยเลย)
แล้วถ้าเป็นตั๋วเครื่องบินแบบสะสมไมล์ล่ะ ไมล์ที่ลูกค้าสะสมไว้ก็เป็นต้นทุนอย่างนึงเหมือนกัน(มัน เอ๊ย ท่านลูกค้าจะมาบินฟรีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้) อันนี้เค้าให้เลือกได้สองแบบคือ (1) คิดซะว่าลูกค้าซื้อตั๋วสองใบคือใบแรกนั่งแน่ๆ กับอีกใบนึงที่อาจจะนั่งตอนหลัง(จากไมล์สะสม) ดังนั้น รับรู้รายได้เป็นสองขยัก(งงๆนะ ว่ามั้ย) หรือ (2) คิดซะว่าไมล์สะสมเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มในการทำการตลาด แล้วก็ประมาณการต้นทุนนั้นซะ(เออ อันนี้เข้าใจง่ายหน่อย)

(3)     ถ้าสินค้าขายไปโดยที่ผู้ขายมีแอบเหลือสิทธิ์ไว้บ้าง(ขายแบบกั๊กๆยังไงไม่รู้)
อันนี้เช่นพวกสัญญาเช่าซื้อ(ที่มีมูลค่าซาก) หรือพวกfactoringที่ขายinvoiceให้ธนาคาร แต่ถ้าธนาคารเก็บตังค์ไม่ได้จะต้องรับซื้อinvoiceคืนนะเธอ(ประมาณนี้มั้ย) อันนี้มันเป็นโซนเทาๆว่า ตกลงนี่เช่าซื้อหรือเช่าเฉยๆนิ และตกลงนี่ขายหรือว่ากู้เงินโดยเอาinvoiceเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันนิ คำตอบอยู่ที่ว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่ตกอยู่กับใครนะฮ้าฟ
กรณีของ factoring จะมองว่าเป็นการขายก็ต่อเมื่อสิทธิ์และความเสี่ยงทั้งหลายทั้งปวงไปอยู่ที่ธนาคารที่ซื้อinvoiceนั้นไปแล้ว โดยรายละเอียดคือ (1) ผู้ขายสละสิทธิ์ทุกประการของ invoice นั้น 2) ผู้ขายสามารถประมาณการต้นทุนอันเกิดจากลูกหนี้ของ invoice นั้นชักดาบหรือจ่ายตังค์ก่อน(ทำให้ได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คิด) และ 3) ธนาคารที่ซื้อ invoice ไปห้ามเอามาขายคืนถ้าเก็บตังค์ไม่ได้
ส่วนประเด็นของเช่าซื้อคือมันขายหรือมันเช่านิ ถ้าขายก็หมายความว่าสินค้านั้นเป็นทรัพย์สินของลูกค้า แต่ถ้าเช่าก็หมายความว่าสินค้านั้นเป็นทรัพย์สินของผู้ขาย ผู้ซื้อจริงๆแล้วเป็นแค่มาเช่าใช้งานเฉยๆ อันนี้อาจจะพูดได้ว่าทั้งสองฝ่ายอยากใช้ประโยชน์(คนขายอยากขาย คนซื้ออยากเช่า)แต่ไม่อยากได้ เพราะถ้าได้มาเป็นทรัพย์สิน Equity มันจะเยอะ ROE มันจะต่ำ อันนี้เกณฑ์บัญชีกำหนดไว้ว่าถ้าเงื่อนไขต่อไปนี้อันใดอันหนึ่งเป็นจริงถือว่าเป็นการขายล่ะ คือ (1) ผู้ซื้อได้สินค้านั้นไปเมื่อครบสัญญาเช่า (2) ผู้ซื้อมีสิทธิ์ซื้อสินค้านั้นในราคาโคตรถูกเมื่อครบสัญญาเช่า (3) สัญญาเช่านานจนสินค้านั้นเกือบหมดอายุการใช้งานแล้ว (4) present value ของสัญญาเช่าซื้อเกือบจะเท่ามูลค่าสินค้านั้นแล้ว ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ โดยสรุปคือ ผู้ซื้อแทบจะใช้ประโยชน์สินค้านั้นจนหมดแล้วล่ะ จะกระมิดกระเมี้ยนมาบอกว่าเช่าไปทำไมอีก
กรณีข้างบนนี้เค้าเรียกว่า financial lease แต่ถ้าไม่เข้ากรณีนี้ถือเป็นเช่า เค้าเรียกว่า operating lease อันนี้ผู้ขายก็รับรู้รายได้เป็นค่าเช่า สินค้าถือเป็นสินทรัพย์ของผู้ให้เช่า ส่วนต้นทุนก็คือค่าเสื่อมราคาของสินค้านั้น

(4)     ถ้าผู้ขายให้สินเชื่อกับผู้ซื้อด้วยล่ะ
อันนี้ตรงข้ามกับข้อหนึ่งและข้อสองคือ ประเด็นอยู่ที่เกณฑ์การรับรู้รายได้ข้อหลังคือ ลูกค้าจะจ่ายเงินแน่ๆใช่มั้ย จริงนะ ชัวร์นะ ไม่ชักดาบนะ ไม่เล่นมุข"ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย"นะ อันนี้ก็ต้องดูว่าบริษัทบริหารลูกหนี้ได้ดีแค่ไหน ประมาณการหนี้สงสัยจะสูญได้ใกล้เคียงความจริงมั้ย ลูกค้าวางเงินดาวน์เยอะพอที่จะกัดฟันผ่อนต่อจนจบหรือเปล่า

(5)     ถ้าผู้ขายให้ผู้ซื้อคืนสินค้าได้ล่ะ
อันนี้คือพวกที่ขายของแบบไม่พอใจยินดีคืนเงิน กรณีนี้ปกติก็จะรับรู้รายได้เต็มจำนวน แล้วประมาณการเรื่องการคืนสินค้าโดยดูจากตัวเลขในอดีตเอา(ซึ่งมันก็ควรจะใกล้เคียงถ้าไม่ซวยเอาซะก่อนนะ) แต่ถ้าไม่สามารถประมาณการได้ก็จงรับรู้รายได้หลังจากหมดช่วงคืนสินค้าแล้ว(ซึ่งก็นะ ส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยก็ต้องประมาณการได้เอาไว้ก่อนมั้ย จะได้รับรู้รายได้ไวๆ)


โดยสรุปคือ 5 เคสข้างบนนั้น บริษัทต้องทำการประมาณการในหลายๆอย่างเพื่อให้ตัวเลขในงบการเงินใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งก็เป็นจุดวัดใจล่ะว่าประมาณการพวกนั้นจะเชื่อถือได้แค่ไหน ก็เป็นหน้าที่ที่เราๆท่านๆต้องมาวิเคราะห์กัน

บทต่อไปเป็นเรื่องของ Expense Analysis นะฮ้าฟ

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

Liability and Equity Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 5

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

บทนี้อธิบายเรื่องการทำ Accounting Analysis ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินและส่วนทุน(equity หรือเรียกภาษาไทยยาวๆว่าส่วนของผู้ถือหุ้น แต่เนื่องจากมันยาว พิมพ์ยาก ขอเรียกสั้นๆว่าส่วนทุน) ที่รวมเอาส่วนทุนมารวมในบทนี้ก็เพราะว่ามันคือสินทรัพย์ลบหนี้สินนั่นเองงงงงง คาดว่าจารย์Palepuจะตั้งเป็นอีกบทก็ขี้เกียจ เลยรวมๆกันมาอย่างเนี้ยแหละ ประหนึ่งว่าเป็นของแถม (ทั้งหมดนี้มโนล้วนๆ)
liability หรือภาษาบ้านเราเรียกง่ายๆว่าหนี้ หนี้ตรงข้ามกับสินทรัพย์ เพราะว่าสินทรัพย์คือจ่ายตังค์แล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนหนี้สินคือใช้ประโยชน์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายตังค์ เหมือนเดิมนะครับ เราจะสรุปแบบย่อๆเนื่องจากว่ารายละเอียดปลีกย่อยขึ้นกับการลงบัญชีของแต่ละประเทศและแต่ละช่วงเวลากฏเกณฑ์มันก็เปลี่ยนไป (และเหตุผลหลักคือคนสรุปก็ไม่ได้แม่นเรื่องบัญชีเท่าไหร่นักและขี้เกียจด้วย)

เกณฑ์ที่เราจะถือว่าอะไรซักอย่างนึงเป็นหนี้สินของบริษัทมี 2 ข้อคือ
(1)     ฉันต้องแน่ใจจริงๆว่าฉันต้องจ่าย
(2)     ฉันต้องประมาณได้ว่าฉันต้องจ่ายเท่าไหร่และเมื่อไหร่

ทีนี้ปัญหามันจะเกิดก็ต่อเมื่อบริษัทเกิดอาการงงๆ เริ่มตีมึนว่า
(1)     ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่านี่ฉันต้องจ่ายเธอจริงๆหรือเนี่ย หรือถามแบบบัญชี้บัญชีก็คงประมาณว่า ฉันต้องตั้งหนี้จริงๆหรือ ตัวอย่างเช่น
o   ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร(restructuring reserve) จะต้องตั้งหนี้เมื่อไหร่ เมื่อประกาศออกมาเหรอ (แต่สุดท้ายอาจจะไม่ได้ปรับโครงสร้างตามที่โม้ไว้ก็ได้นา)
o   อีกตัวอย่างนึงคือเรื่องโปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบิน ที่จะมีคำถามว่า บริษัทต้องตั้งหนี้สำหรับไมล์ที่ลูกค้าสะสมได้หรือเปล่า เพราะลูกค้าบางส่วน(ซึ่งรวมข้าเจ้าด้วย ไม่เคยแลกเลยแม้ซักครั้งในชีวิต เพราะสะสมไม่ถึงเป้า)ก็อาจจะไม่ได้เอาไมล์นั้นมาแลกเป็นเที่ยวบินฟรี หรือถึงอยากแลกก็อาจจะแลกไม่ได้เพราะไม่มีเที่ยวบินที่อยากไป(อันนี้ไม่รู้ ไม่เคยใช้) และสายการบินก็มีสิทธิ์เปลี่ยนโปรโมชั่นเมื่อไหร่ยังไงก็ได้ด้วย แต่ไอ้ครั้นจะไม่ตั้งหนี้เลย ก็จะเป็นที่ครหาว่างบการเงินไม่สะท้อนต้นทุนของบริษัทในการทำโปรโมชั่นอีก
o   คดีฟ้องร้องก็เป็นอีกตัวอย่างนึงว่าบริษัทต้องตั้งหนี้รอไว้สำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะถ้าตั้งหนี้ก็อาจจะถูกมองว่าบริษัทยอมรับผิดกลายๆ แล้วพาลจะส่งผลต่อรูปคดีหรือเปล่า แต่ก็อีกแหละ จะไม่ตั้งหนี้เลยก็จะไม่สะท้อนความเสี่ยงของบริษัทในงบการเงินอีก (ส่วนใหญ่คงบอกในหมายเหตุประกอบงบละมั้ง)

(2)     ฉันก็ยังงงๆว่าแล้วฉันต้องจ่ายเธอเท่าไหร่เมื่อไหร่เนี่ย
o   อย่างพวกค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม(environmental liabilities ซึ่งเมืองไทยคงไม่มีวันจะมีรายการนี้) ซึ่งค่าใช้จ่ายมันขึ้นกับว่า สิ่งแวดล้อมนั้นเสียหายแค่ไหน จะใช้วิธีไหนในการฟื้นฟู แล้วบริษัทมีเอี่ยวกะเค้าแค่ไหน แล้วสรุปว่าบริษัทควรจะตั้งหนี้เมื่อไหร่เท่าไหร่ล่ะ
o   หรือสวัสดิการพนักงานประเภทเงินที่ต้องจ่ายตอนพนักงานเกษียณ พวกกองทุนสมทบไรงี้ การจะประมาณการค่าใช้จ่ายมันขึ้นกับหลายๆปัจจัย เช่นว่า พนักงานจะอยู่กับบริษัทอีกนานแค่ไหน เงินเดือนสุดท้ายจะเป็นเท่าไหร่ แล้วกองทุนจะทำกำไรได้แค่ไหน (หักเงินเกษียณแล้วจะเหลือเป็นหนี้อีกเท่าไหร่) แล้วจะคิดอัตราลดเป็น present value เท่าไหร่ เป็นต้น ตัวเลขทั้งหมดนี้เดากันล้วนๆ
o   อีกตัวอย่างนึงก็พวก loss reserve ของเงินประกัน อันนี้ก็เดาเอาจากตัวเลขในอดีตเหมือนกันว่ามันน่าจะประมาณเท่านั้นเท่านี้ ส่วนเรื่องความคลาดเคลื่อนโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่จะว่ากันไป
o   อันสุดท้ายพวกค่าใช้จ่ายในการรับประกันสินค้า อย่างพวกบริษัทรถที่เรียกคืนรถรุ่นนั้นรุ่นนี้เนื่องจากอุปกรณ์โน่นนี่นั่นอาจมีปัญหาระเบิดไฟลุกท่วมในวันโลกาวินาศเมื่อดาวศุกร์โคจรมาซ้อนกับดวงจันทร์ในระนาบเดียวกัน(ว่าไปนั่น) ค่าใช้จ่ายพวกนี้ก็ต้องประมาณการจากตัวเลขในอดีตเหมือนกัน หรือถ้ามั่นใจว่าคุณภาพสินค้าดีขึ้นก็อาจจะตั้งหนี้น้อยลงก็ได้

(3)     เอ๊ะ หรือมูลค่าหนี้ของฉันมันเปลี่ยนไปแล้วละเนี่ย
เช่นพวกที่มีการปรับโครงสร้างหนี้เป็นต้น
เป็นอันว่าจบในส่วนของ liability และเราจะต่อกันสั้นๆในส่วนของ equity หรือส่วนทุน ซึ่งได้มาจากสินทรัพย์ลบหนี้สินนั่นเอง มันน่าจะง่ายถ้าเราวิเคราะห์งบเรื่องสินทรัพย์กับหนี้สิน ปัญหาความน่าเชื่อถือหรือความเสี่ยงใดๆที่เกิดกับงบส่วนสินทรัพย์และหนี้สินก็จะส่งผลถึงส่วนทุนทางอ้อมนั่นแหละ (เพราะมันเอามาคำนวณหาส่วนทุน) แต่มันก็ยังมีประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับส่วนทุนอีก เช่น
(1)     อะไรที่มันเป็นลูกครึ่งหนี้ครึ่งทุน(hybrid securities) เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ (convertible debt) ซึ่งเป็นการให้กู้เงินแบบที่สามารถแปลงเงินกู้เป็นหุ้นได้ ในทางทฤษฎีแล้ว เราสามารถแบ่งหุ้นกู้แปลงสภาพออกมาเป็นส่วนที่เป็นหนี้กับส่วนที่เป็นทุนได้ล่ะ(ซึ่งแปลว่าคนสรุปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง) แต่ในทางบัญชีบังคับให้ลงเป็นหนี้สินเท่านั้น(ปานประหนึ่งว่ามันแปลงสภาพไม่ได้)
(2)     unrealized gains and losses หรือกำไรที่ได้จากเงินลงทุนแต่ยังไม่ได้เห็นเป็นเงินสดจะบันทึกเป็นกำไรในงบกำไรขาดทุนหรือเปล่า หรือจะไปเพิ่มที่ส่วนทุนเลยโดยไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน อันนี้ก็มีเกณฑ์ทางบัญชีกำกับอยู่ว่าต้องลงแบบไหน

จบบทที่ห้าแค่นี้แหละครับ เจอกันครั้งหน้าเรื่อง Revenue Analysis เลยนะฮ้าฟ

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

Asset Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 4

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

บทนี้อธิบายเพิ่มเติมเรื่องการทำAccounting Analysis ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ asset หรือเรียกเป็นภาษาไทยๆว่าสินทรัพย์ โดยเราจะสรุปแบบย่อๆเนื่องจากว่ารายละเอียดปลีกย่อยขึ้นกับการลงบัญชีของแต่ละประเทศและแต่ละช่วงเวลากฏเกณฑ์มันก็เปลี่ยนไป(และเหตุผลหลักคือคนสรุปก็ไม่ได้แม่นเรื่องบัญชีเท่าไหร่นัก)
เกณฑ์ที่เราจะถือว่าอะไรซักอย่างนึงเป็นสินทรัพย์ของบริษัทมี 3 ข้อคือ
(1)     มันต้องเป็นของบริษัทจริงๆนะเว้ย (ห้ามไปมั่วนิ่มเอาของคนอื่นมาลงบัญชี)
(2)     มันต้องใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาวจริงๆนะเว้ย
(3)     ประโยชน์ใช้สอยของมันในระยะยาวต้องประเมินเป็นมูลค่าได้นะเว้ย
การตีมูลค่าของสินทรัพย์ เราจะใช้ราคาในอดีต(historical cost) หรือมูลค่ายุติธรรม(fair value)แล้วแต่ว่าอันไหนน้อยกว่า(หรือพูดสั้นๆว่าconservativeไว้ก่อน)

ปัญหาที่เรามักจะเจอในงบส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ก็มีเท่ากับเกณฑ์ 3 ข้อข้างบนนั่นแหละ อันได้แก่
(1)     ใครเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นกันแน่ ตัวอย่างเช่น
-      สินทรัพย์ที่เช่าเค้ามา (leased asset) จะถือว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่ระหว่างคนให้เช่ากับคนเช่า เราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
o   Capital Lease จะถือว่าสินทรัพย์นั้นเป็นของบริษัทผู้เช่า และตั้งเป็นหนี้สินเท่าๆกัน ซึ่งสินทรัพย์นั้นก็จะถูกตัดค่าเสื่อมไปตามปกติ ส่วนค่าเช่าก็ถูกคิดเป็นดอกเบี้ยและเงินต้นที่จ่ายคืน
o   Operating Lease จะถือว่าสินทรัพย์นั้นยังคงเป็นของบริษัทผู้ปล่อยเช่า เราก็จะมองว่าค่าเช่านั้นเป็นค่าใช้จ่าย
แน่นอนว่าเราย่อมอยากจะทำให้มันเป็น operating lease สินะ เพราะจะทำให้ asset เราต่ำๆ (ROA ก็จะสูง) หนี้เราก็ต่ำ (D/E ก็จะต่ำ) แต่มันก็จะมีกฏบังคับอยู่ว่าถ้าตรงตามเงื่อนไขแล้วให้ถือเป็น Capital Lease นะ(แต่ไม่ลงรายละเอียดนะครับ ไปหาดูเอาเอง)
-      ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน เราก็สามารถคิดได้ว่า ไอ้ที่อบรมพนักงานไปนั้น พนักงานนิสัยดีขึ้นทำงานเก่งขึ้นก็ย่อมเป็นประโยชน์กับบริษัท(ถ้ามันไม่ชิงลาออกไปซะก่อน) ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการทำ training ก็น่าจะคิดเป็นสินทรัพย์ได้เหมือนกันถ้าจะคิด (แค่คิดเล่นๆ เพราะยังไงเกณฑ์บัญชีบังคับว่าเป็นค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว (อาจจะด้วยว่ามันประเมินเป็นมูลค่าได้ยากด้วยหรือเปล่า)

(2)     สินทรัพย์นั้นยังคงใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาวจริงเหรอ
ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนอย่างพวกเครื่องจักร โต๊ะเก้าอี้ เราก็รู้ว่ามันใช้งานได้ มันมีประโยชน์อยู่ แต่สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างเช่นค่าความนิยม ค่าmarketing ค่าวิจัยต่างๆ บางที่เราก็ไม่ค่อยชัวร์นะว่ามันจะมีประโยชน์จริงเหรอ ตัวอย่างเช่น
-      มูลค่าของแบรนด์ โดยปกติทั่วไปแล้วค่าโฆษณา ค่าการตลาด ต้นทุนในการลดแลกแจกแถมทั้งหลาย จะถูกมองเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่เนื่องจากมันเอาไปสร้างแบรนด์(ที่ไม่ใช่รังนกหรือซุปไก่ แต่แปลเป็นไทยปนจีนว่ายี่ห้อ) ซึ่งมันก็มีประโยชน์ในระยะยาวเหมือนกัน เช่นทำให้ตั้งราคาสินค้าได้แพงๆ ทำให้ขายได้ง่าย เอาไปบีบซัพพลายเออร์ได้ เป็นต้น ดังนั้น ค่าใช้จ่ายพวกนั้นมันก็ควรจะมองเป็นสินทรัพย์ได้สิ แต่เนื่องจากมันประเมินมูลค่าของแบรนด์ได้ยาก ส่วนใหญ่เค้าก็จะไม่ให้คิดว่าแบรนด์เป็นสินทรัพย์ ยกเว้นบางประเทศเช่นออสเตรเลียหรืออังกฤษ อนุญาตให้ประเมินมูลค่าของแบรนด์มาใส่เป็นสินทรัพย์ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ หนังสือว่าไว้อย่างนั้น
-      ค่าความนิยม(goodwill) ซึ่งใหม่ๆก็งงเต๊กว่าไอ้นี่คืออะไร มันคือส่วนต่างที่เกิดขึ้นตอนเราไปซื้อบริษัทอื่นมาสูงกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็นนั่นเอง อย่างเช่น เราประเมินมูลค่าแฟนเราว่าน่าจะขายได้ซักแสนนึง แต่จ่ายค่าสินสอดไปซะล้านนึง(เนื่องจากไปทำเค้าท้องแล้วบังเอิญว่าพ่อตาดุถือปืนจ่อหัวอยู่ไรงี้ พล็อตน้ำเน่าเกิ๊น) ก็จะเกิดค่าความนิยมขึ้น9แสน ซึ่งเราก็จะตัดค่าเสื่อมตามอายุการใช้งาน (เค้าว่ากันว่าแก่ง่ายตายยากซะด้วย อาจจะต้องตัดค่าเสื่อมซัก60ปี หรือเราอาจจะตายก่อน) ประเด็นที่ต้องระวังคือ (1) บริษัทจ่ายแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า และ (2) อายุการใช้งานที่เรามั่วๆกันขึ้นมา(สูงสุดไม่เกิน40ปี ยังคงเป็นงั้นอยู่ใช่มั้ย)นั้นเหมาะสมจริงหรือ
-      Deferred tax คือในกรณีที่มีขาดทุนสะสมและสามารถเอาขาดทุนสะสมนั้นมาลดหย่อนภาษีได้ เราก็สามารถมองได้ว่าไอ้เจ้าก้อนขาดทุนสะสมนั้นเป็นสินทรัพย์ได้เหมือนกัน แต่ปัญหาคือ ภาษีมันจะเกิดมีได้ก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถทำกำไรได้ แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่บริษัทจะทำกำไรได้ (โดยเฉพาะบริษัทเกิดใหม่ที่ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้เมื่อไหร่)
สรุปคือชะตาชีวิตของไอ้เจ้าก้อนอะไรซักอย่างที่เราจ่ายตังค์ไปซื้อมานั้นมีได้3กรณีคือ
(1) ตั้งเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน(อย่างค่าโฆษณา แกไม่มีทางเลือก เกณฑ์บัญชีเค้าบังคับมางี้)
(2) ตั้งเป็นสินทรัพย์ทั้งก้อน(อย่างค่าความนิยม)แล้วตัดค่าเสื่อมเอา หรือ
(3) ตั้งเป็นสินทรัพย์มีมูลค่าตามความเหมาะสม(อย่างเช่น deferred tax) ดังนี้แล

(3)     มูลค่ามันอาจจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า ภาษาหรูๆก็ต้องเรียกว่า มันเกิดการด้อยค่าหรือเปล่า สังเกตว่าด้อยค่าได้ แต่มีมูลค่าสูงเกินกว่า historical cost ไม่ได้ เพราะเราคอน/เซอ/เว/ติ้ด/ซึ่ม (conservatism) ตัวอย่างในกรณีนี้ก็เช่น
-      สินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินงาน(operating asset)ทั้งหลาย เช่น ลูกหนี้(มันจะชักดาบหรือเปล่า) สินค้าคงเหลือ(มันจะขายไม่ออกหรือเปล่า) หรือเครื่องจักรทั้งหลาย(มันจะล้าสมัยจนผลิตอะไรก็ขายใครไม่ได้แล้วหรือเปล่า)
-      financial instrument ทั้งหลายเช่นพวกพันธบัตร หุ้นกู้ เงินลงทุนในบริษัทร่วม หุ้นที่ไปลงทุนเอาไว้
-      มูลค่าของบริษัทย่อยในต่างประเทศ

ปิดท้ายด้วยประเด็นที่มักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ อย่างเช่น
(1)     ถ้าจ่ายตังค์ซื้อมาแล้วต้องคิดเป็นสินทรัพย์เสมอ
ไม่จริงนะเธอ ถ้าซื้อขี้มาแล้วใช้ไม่ได้ ขี้ก็คือขี้ ไม่ใช่สินทรัพย์นะเธอ

(2)     ถ้าจับต้องไม่ได้ ไม่คิดเป็นสินทรัพย์
ไม่จริงนะเธอ แบรนด์ของโค้กมันเป็นสินทรัพย์แน่ๆ แต่อาจจะวัดมูลค่าทางบัญชีได้ยากหน่อย แต่มันก็เป็นสินทรัพย์นะเธอ

(3)     ถ้าซื้อมาคิดเป็นสินทรัพย์ ถ้าสร้างเองไม่คิด
อันนี้ดูจะเกี่ยวกับพวกงานวิจัย คือประมาณว่า ถ้าซื้องานวิจัยมาแสดงว่ามันคงใช้ได้จริงแน่ๆเลยมองเป็นสินทรัพย์ แต่ถ้าพัฒนาเองมันถูกตัดเป็นค่าใช้จ่ายไปตั้งนานแล้วเลยไม่รู้จะคิดเป็นสินทรัพย์ยังไง ซึ่งประเด็นมันคงไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่น่าจะอยู่ที่ว่า งานวิจัยนั้นๆมันเกิดประโยชน์จริงหรือเปล่า

(4)     ราคาตลาดสำคัญเฉพาะสินทรัพย์ที่ตั้งใจจะขาย
อย่างเช่นพันธบัตรหรือหุ้นที่ถือยาวไม่คิดจะขาย หรือที่ดินไรงี้ที่บันทึกในงบที่ราคาทุน การบันทึกอะไรแบบนั้นจะทำให้ภาพรวมความอู้ฟู่ของบริษัทบิดเบือนไปได้

เป็นอันว่าจบบทที่สี่แค่นี้ เจอกันครั้งหน้าเป็นบทที่ห้า เรื่อง Liability & Equity Analysis เลยนะฮ้าฟ

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Accounting Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 3

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

ครั้งนี้เราจะมาต่อในเรื่อง Accounting Analysis ซึ่งมันอยูตรงส่วนที่เป็นกรอบสีน้ำเงินๆในรูปข้างล่างนี้
หลังจากที่เราได้ทำ Business Strategy Analysis (กล่องข้างบนตรงกลาง) เป็นที่เรียบร้อย รู้จักมักจี่กับธุรกิจของบริษัทที่เราสนใจเรียบร้อยแล้ว Accounting Analysis ก็คือการวิเคราะห์คุณภาพของงบการเงิน(อันเป็น input เข้ามาในกระบวนการทำงานของเรา ตามรูปข้างบนก็คือกล่องบนซ้าย)ว่าคุณภาพของมันดีเลวแค่ไหน เชื่อถือได้ประมาณใด การประมาณการและสมมุติฐานต่างๆในงบการเงินสอดคล้องกับกลยุทธของบริษัท(ที่อธิบายกันมาในบทที่2)แค่ไหน ปัจจัยที่มีผลกับคุณภาพของงบการเงินก็อย่างเช่น
-         กฏข้อบังคับในการออกงบการเงิน ซึ่งบางครั้งทำให้ไม่สามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงของธุรกิจออกมาได้
-         การประมาณการที่ผิดพลาด
-         การเลือกประมาณการที่อาจจะมีวาระซ่อนเร้น เช่น ประมาณหนี้ให้ต่ำๆ หาวิธีทำให้กำไรทางบัญชีสูงๆ(ผู้บริหารจะได้โบนัสงามๆ นักลงทุนจะได้แห่มาซื้อหุ้น) หรือทำให้กำไรต่ำๆ(จะได้เสียภาษีน้อยๆ ลูกค้าจะได้ไม่มากดราคาเรา สหภาพแรงงานจะได้ไม่เรียกร้องอะไรมาก) เปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบน้อยๆ (เดี๋ยวคู่แข่งเราจะรู้เยอะเกินไป)

ขั้นตอนคร่าวๆในการทำ Accounting Analysis แบ่งเป็น 6 ขั้นตอนคือ
1.มองให้ออกว่าตัวเลขอะไรในงบการเงินมีความสำคัญกับกลยุทธของบริษัท ตัวอย่างในหนังสือก็เช่น
- ธุรกิจลีสซิ่ง à มูลค่าซากของสินทรัพย์ที่ปล่อยเช่า
- ธนาคาร à หนี้สงสัยจะสูญ
- ค้าปลีก à ตัวเลขสินค้าคงเหลือ
- ธุรกิจผลิตล้านแปด à ยอดคืนสินค้า ยอดเคลม สินค้าคงเหลือ ค่าR&D
   (ตัวไหนก็แล้วแต่ว่าบริษัทใช้กลยุทธอะไรในการแข่งขัน)

2.แล้วบริษัทมีอิสระมากน้อยแค่ไหนในการคำนวณตัวเลขเหล่านั้น
ตัวเลขบางอย่างเช่นค่าใช้จ่ายในการวิจัย หรือในการทำการตลาด ค่าโฆษณา จะถูกบังคับให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้บางครั้งไม่สามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงของบริษัทได้ เราก็อาจจะให้ความสำคัญกับตัวเลขพวกนี้ในงบการเงินน้อยลง(เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรนัก) หรือมองหาตัวเลขจากแหล่งอื่นๆที่พอจะใช้แทนกันได้

3.แล้วบริษัทใช้สมมุติฐานอะไรหรือประมาณการยังไงในการคำนวณตัวเลขเหล่านั้น
ภายในกรอบของความอิสระในการออกงบการเงิน(ตามข้อ2) บริษัทเลือกวิธีที่สะท้อนภาพความจริงที่สุดแล้ว หรือบริษัทเลือกวิธีประมาณการที่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อปกปิดอะไรหรือเปล่า โดยเราอาจเปรียบเทียบสมมุติฐานหรือวิธีประมาณการกับงบการเงินของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันว่าเหมือนหรือต่างกันยังไง หรือบริษัทมีการเปลี่ยนวิธีประมาณการหรือเปล่า ด้วยเหตุผลอะไร เหมาะสมหรือไม่ บริษัทมีแรงจูงใจอะไรให้บิดเบือนตัวเลขในงบการเงินหรือเปล่า (เช่น D/E ปริ่มๆแล้ว) หรือประมาณการต่างๆที่เคยทำไว้ในอดีตมันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน มีadjustอะไรกันครึกโครมย้อนหลังหรือเปล่า

4.บริษัทเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินละเอียดพอหรือเปล่า

5.มองหาสัญญาณเตือนในงบการเงินที่ควรระวังและขุดคุ้ยเพิ่มเติม เช่น
อยู่ดีๆก็เปลี่ยนวิธีประมาณการโดยไม่มีเหตุผลที่ดี
อยู่ดีๆก็มีรายการประหลาดๆเกิดขึ้น
ลูกหนี้เพิ่มเกินหน้าเกินตายอดขาย
   อาจจะมีหนี้สูญหรือยอดคืนสินค้าระเบิดตูมตามมาในงวดถัดไป
สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเกินหน้าเกินตายอดขาย
   อันนี้แล้วแต่กรณีไป เช่นถ้าสินค้าคงเหลือเพิ่มเยอะเกิน อาจจะขายไม่ออกแล้ว อาจจะต้องขายเลหลังถูกๆในอนาคตหรือเปล่า สินค้าระหว่างผลิตเพิ่มเยอะ อาจจะเพราะมองว่ามีโอกาสขายได้เยอะเลยเร่งผลิตหรือเปล่า วัตถุดิบเพิ่มขึ้นเยอะ เกิดจากความผิดพลาดในการสั่งซื้อหรือว่าเกิดปัญหาในการผลิตหรือเปล่า
กำไรในงบกำไรขาดทุนกับ cash flow เริ่มจะห่างเหินกันเกินไป
   แอบเปลี่ยนวิธีรับรู้รายได้หรือแต่งบัญชีเพื่อให้กำไรออกมางามๆหรือเปล่า
มีการ write-off ก้อนใหญ่ๆหรือเปล่า
ทำธุรกิจวิธีแปลกๆเพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีออกมางามๆหรือเปล่า
มี gap ระหว่างงบรายไตรมาสกับงบปีมาก
   งบรายไตรมาสอาจจะทำตัวเลขสวยๆ(เพราะการตรวจสอบเข้มข้นน้อยกว่างบปี) พองบปีออกมาตัวเลขต่างกับงบรายไตรมาสราวฟ้ากับเหวหรือเปล่า
เปลี่ยนบริษัทผู้ตรวจบัญชีหรือเปล่า เปลี่ยนทำไม มีนัยยะอะไรหรือเปล่า
มีรายการระหว่างกันมากน้อยแค่ไหน
ป.ล. ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ไม่ได้บอกว่าถ้ามีสัญญาณเหล่านี้แล้วจะเลวไปเสียหมด บางครั้งอาจเกิดจากการเปลี่ยนกลยุทธของบริษัทก็ได้ แต่แค่ให้ตรวจสอบเพิ่มเติมแค่นั้น


6.คำนวณตัวเลขในงบการเงินใหม่ถ้าจำเป็น

แถมท้ายแบบสั้นๆกับข้อควรระวังในการทำ accounting analysis 3 ข้อคือ
-         conservative accounting ไม่ใช่เรื่องดี
งบการเงินที่ดีคืองบการเงินที่สะท้อนภาพของบริษัทตามความเป็นจริง ไม่ดีเกินไป ไม่แย่เกินไป
-         วิธีลงบัญชีที่แปลกกว่าบริษัทอื่นๆไม่ได้หมายความว่าผิดเสมอไป
บางครั้งอาจจะเป็นเพราะเค้าทำธุรกิจแปลกกว่าคนอื่นก็ได้
-         อย่ามองว่าการเปลี่ยนวิธีลงงบการเงินหมายความว่าบริษัทกำลังแต่งบัญชีเสมอไป
บางครั้งมันก็มีเหตุผลที่สมควร

เป็นอันว่าจบบทที่สามแต่เพียงเท่านี้ เจอกันครั้งหน้าที่บทที่สี่ เรื่อง Asset Analysis เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Strategy Analysis - สรุปความจากหนังสือ Business Analysis & Valuation บทที่ 2 ตอนที่ 3

ชื่อเต็มๆคือ Business Analysis & Valuation Using Financial Statements ตำราเทพของอาจารย์Palepu, Healy และ Bernard

เล่มที่อ่านเป็น Second Edition ซึ่งมันก็เก่าประมาณนึงแล้ว (ตอนนี้มันปาไปจะ 5th Edition แล้ว ถ้ามี PDF ก็ขอด้วยนะ จุ้บๆ) เนื้อหาอาจจะไม่อัพเดทบ้างอะไรบ้าง คนสรุปก็ไม่ได้เก่งบัญชี ผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใดก็ช่วยชี้แนะด้วยนะคร้าบ

หลังจากตอนที่แล้วเราสรุปกันในส่วนแรกของ Strategy Analysis ว่าด้วยเรื่อง Industry Analysis ซึ่งใช้ Five Forces ในการวิเคราะห์แล้ว ครั้งนี้เราจะมาต่อกันในส่วนที่สองของ Strategy Analysis ว่าด้วยเรื่อง Competitive Positioning กัน

Competitive Positioning พูดภาษาบ้านๆคือ เมื่อบริษัทเลือกสนามแข่ง(ตลาดที่จะทำธุรกิจ)แล้ว ก็ต้องมาคิดว่าจะแข่งกับคนอื่น(ทำธุรกิจ)ยังไง บริษัทจะแข่งกับเจ้าอื่นๆในตลาดได้ด้วยวิธีหลักๆ วิธีคือ แข่งเรื่องราคา(cost leadershipหรือ แข่งเรื่องคุณภาพ(differentiation) อันนี้เข้าใจไม่ยาก เปรียบเทียบระหว่างแม็คโคร/โลตัสกับพารากอน/เอ็มโพเรียมก็ได้ กลุ่มแรกจะแข่งเรื่องราคา ทำยังไงก็ได้ให้ขายของได้ในราคาต่ำที่สุด ส่วนกลุ่มหลังจะแข่งเรื่องคุณภาพและบริการดีเลิศ

ทีนี้มันมีคำศัพท์สองคำที่เกี่ยวข้อง คำแรกคือ core competencies คือสิ่งที่เรามีและเจ๋งกว่าคนอื่น(ไม่ว่าจะจับต้องได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่) ส่วนคำที่สองคือ value chain ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เราทำในธุรกิจ 

การที่บริษัทจะมี competitive advantage (หรือพูดง่ายๆคือแข่งกับคนอื่นได้) มีเงื่อนไขหลักๆ ข้อคือ
1.       core competency ของบริษัทเป็น key success factor ของกลยุทธที่บริษัทเลือกหรือเปล่า
พูดง่ายๆคือ อะไรที่บริษัทคิดว่าเจ๋งน่ะ มันสำคัญหรือเปล่า ยกตัวอย่างลอยๆเช่น ถ้าบริษัทเลือกที่จะแข่งด้านราคา แต่จุดเด่นของบริษัทคือการให้บริการที่เป็นเลิศ อันนี้ก็ไม่matchกัน เจ๋งไปก็เท่านั้น แต่ถ้าจุดเด่นของบริษัทคือมีแหล่งซื้อวัตถุดิบราคาถูก มีวิธีการผลิตขั้นเทพที่ทำให้ต้นทุนถูกมว้ากกกกก อันนี้โอเค เพราะมันทำให้ต้นทุนของบริษัทต่ำ ทำให้ขายของที่ราคาถูกๆได้
2.       value chain ของบริษัทจำเป็นสำหรับกลยุทธที่บริษัทเลือกหรือเปล่า
พูดง่ายๆคือ อะไรที่บริษัททำนั้นสำคัญแค่ไหน ยกตัวอย่างลอยๆเหมือนข้อแรกเช่น ถ้าบริษัทเลือกที่จะแข่งด้านคุณภาพ แต่กลับเสียเวลาไปกับการต่อราคา หาวัตถุดิบถูกๆ นี่ก็ไม่ใช่ละ แต่ถ้าเอาเวลาไปปรับปรุงเรื่องคุณภาพสินค้าหรืออบรมพนักงานให้พูดจาเพราะๆ อันนี้โอเค
3.       core competency และ value chain ของบริษัทเลียนแบบได้ง่ายหรือเปล่า
ถ้ามันเลียนแบบได้ง่าย เดี๋ยวคนอื่นก็ทำตาม สุดท้ายมันก็จะเหมือนๆกันทุกเจ้า สิ่งที่เราเจ๋งเราดีก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆไป ใครๆก็ทำได้
ถ้ามันเลียนแบบได้ง่าย เดี๋ยวคนอื่นก็ทำตาม สุดท้ายมันก็จะเหมือนๆกันทุกเจ้า สิ่งที่เราเจ๋งเราดีก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆไป ใครๆก็ทำได้

<< โหมดเพ้อเจ้อ >>
อุปมาว่าถ้าหนุ่มนายหนึ่งจะจีบหญิงนางหนึ่งแล้วไซร้
1.      core competency ของฮีอาจจะเป็นความหน้าหล่อเกาหลี ขาวใสไร้สิวฝ้า และถ้าหญิงนางนั้นเป็นสาวน้อยบ้านักร้องเกาหลีที่แดนซ์กระจาย ความหล่อของฮีก็จะแมตช์กับ key success factor ซึ่งจะส่งผลให้ฮีมีโอกาสจีบหญิงนางนั้นติดได้ แต่ถ้าหญิงนางนั้นเกิดชอบแบบบ้านๆ ดิบเถื่อน ตบจูบๆ นั่นก็หมายความว่า core competency กับ key success factor ไม่แมตช์กัน โอกาสจีบติดก็น้อย
2.      หนุ่มนายนั้นอาจเลือกไปเข้าคลาสแดนซ์เพื่อให้โดนใจหญิงนางนั้นมากขึ้นไปอีก แสดงว่า value chain ของหนุ่มนายนั้นมีความสำคัญต่อ competitive advantage แต่ถ้าหนุ่มนายนั้นรักการเรียน สมัครเรียนอ.อุ๊ อ.ปุ๊ เดอะเบรน ล้านแปด value change นั้นอาจจะไม่มีผลต่อ competitive advantage ซักเท่าไหร่ (แต่มันสำคัญกับชีวิตน้องมากกว่ามั้ย)
3.      แต่ปรากฏว่า ใครๆก็เรียนแดนซ์กันได้ง่ายๆ เต้นคัฟเวอร์กันกระจาย แสดงว่า core competency ของหนุ่มนายนั้นเลียนแบบได้ไม่ยาก อันนี้คู่แข่งอาจจะตามทันได้ หรือบางทีคู่แข่งอาจจะไปทำหน้าที่เกาหลีให้เกาหลียิ่งกว่าได้

ก่อนจะจบเรื่อง competitive analysis ก็ทิ้งท้ายไว้ 2 ประเด็นคือ
1.       ถึงบริษัทจะเลือกแข่งด้านราคาแต่สินค้าก็ต้องมีคุณภาพในระดับนึง สินค้าราคาถูกเหมือนขี้แต่ใช้สามวันเจ๊งนี่ก็คงขายไม่ออก ในทางกลับกัน สินค้าคุณภาพเลิศเลอ แต่ราคาแพงเหมือนโคตรทอง ก็คงขายให้คนทั่วไปไม่ได้เหมือนกัน

2.       มันมีบางเคสที่บริษัทไม่เลือกระหว่างราคากับคุณภาพก็ได้ คือสามารถผลิตสินค้าคุณภาพดีเลิศ+บริการชั้นเยี่ยมในราคาที่โคตรถูก ตัวอย่างเช่นรถโตโยต้าคุณภาพดี(เค้าว่ากันว่านะ)ราคาถูก หรือคอมพิวเตอร์เดล(ลองใช้แล้ว คุณภาพโอเคนะ)ราคาก็ไม่แพง ดังนั้นอย่าไปฝังใจว่าจะต้องเลือกเสมอไป

มาต่อกันในส่วนสุดท้ายของ Strategy Analysis ว่าด้วยเรื่อง Corporate Strategy เลยละกันครับ นี่คือการที่บริษัทเลือกว่า
ก. ฉันจะทำทุกสิ่งอย่างเอง(ภายในกลุ่มบริษัทเดียวกัน)ดีกว่าหรือ
ข. ฉันจะว่าจ้างบริษัทอื่น(ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน)มาทำให้ดีกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท(หรือกลุ่มบริษัทก็ได้)ผลิตสินค้าเอง ขายเอง ให้บริการหลังการขายเองด้วย อันนี้คือเลือกที่จะทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ แต่บริษัทอาจจะคิดแล้วว่า เออ จ้างคนอื่นมาให้บริการหลังการขายดีกว่านะ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับลูกค้าขี้วีน ดังนั้น บริษัทก็อาจจะทำแค่ผลิต+ขาย แล้วจ้างบริษัทอื่นในตลาดมาจัดการเรื่องการให้บริการหลังการขายก็ได้

การทำธุรกิจกันเองภายในกลุ่มจะดีกว่า ก็ในกรณีที่มีต้นทุน(transaction cost)ระหว่างกันสูง เช่น
- การบังคับให้ทำตามกฏหมายหรือสัญญาทำได้ยาก
- เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ยาก
- ขาดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า/บริการของอีกฝ่ายนึง

ในกรณีต่างๆเหล่านี้ การทำธุรกิจกันเองในกลุ่มจะสามารถบังคับกะเกณฑ์เรื่องที่จำเป็นต่างๆได้โดยอาศัยอำนาจจากส่วนกลาง แต่ทีนี้ข้อเสียมันก็มี คือการที่บริษัทในกลุ่มทำธุรกิจที่หลากหลายมากเกินไป บางครั้งมันก็ขาดซึ่ง know-how เฉพาะด้านสำหรับแต่ละบริษัท (โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่อำนาจการตัดสินใจรวมศูนย์มากๆ)

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าโทรมาภายในสิบนาที ปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยโครงสร้างแบบกระจายอำนาจ แต่ทีนี้มันก็จะไปหักล้างข้อดีของการรวมศูนย์อำนาจอีก (พอกระจายอำนาจมากๆเข้า แต่ละบริษัทในกลุ่มก็อาจจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของบริษัทเองมากกว่าที่จะมองภาพรวมของทั้งกลุ่มบริษัท)

เป็นอันว่าจบบทที่สองแต่เพียงเท่านี้ เจอกันครั้งหน้าที่บทที่สามเลยครับ